DEMON’S SOULS ตะลุยโลกวิญญาณโหงพราย

21 09 2009

954345_20081008_screen001

DEMON’S SOULS

ช่วงนี้ผมหลงรักเกมนี้มากครับ สารภาพกันแบบตรงไปตรงมา ตลอดช่วงเวลาการเล่นเกมในรอบหนึ่งปีผมมักจะรอเกมซักเกมที่จะทำให้ผม “จมดิ่ง” กับมันได้นานๆ เอาแบบเล่นได้ทั้งปี มีช่วงเวลาในเกมที่น่าประทับใจพอที่จะไปโม้กับเพื่อนที่ทำงานได้ (เคยเป็นสมัยเล่น fallout 3) หลายเกมทำให้ผิดหวัง หลายเกมทำให้เกือบจะสมหวัง (โดยเฉพาะสตาร์โอเชี่ยน4) และก็จะแอบมอบรางวัลเกมยอดเยี่ยมแห่งปี (ของผมเอง) ไว้ในใจเล่นๆ เพื่อความขลัง

ตั้งแต่ต้นปี เกมประทับใจมีมากมาย เรามี batman โฉมใหม่สุดมันส์ มีเกมแข่งรถดีๆ ออกมาติดๆ กัน ทั้ง dirt2 ,  NFS : Shift เรามีเกม 2d จากวานิลาแวร์กับ muramasa เรามี monster hunter tri และเราก็มี DEMON’S SOULS

เกมแอ็กชั่นอาร์พีจีแท้ๆ จาก From Software (ยังจำ Armored Core กันได้มั้ยเอ่ย) เกมนี้เหมือนกับเอาเกมอย่าง oblivion มาผสมกับ bushido blade (สุดยอดเกม “โดนทีเดียวตาย”) ตัวเกมให้ความรู้สึกของการ “บุกเบิก” , ค้นพบพื้นที่ใหม่ๆ ได้ไอเท็มชั้นดี เจอศัตรูที่ออกแบบมาดี (ก่อนจะม่องเท่งเพราะมัน)

จำได้มั้ย สมัยก่อนเราเล่นคอนทร้าสามตัวต้องไปให้ถึงบอสท้ายด่าน

เล่นมาริโอ้ฉากหิมะต้องกระโดดบนแท่งขนาดเท่าตัวลุยจิยืนติดๆกัน หลายๆแท่ง (ตายเริ่มใหม่แรกสุด)

เล่นวารีส (เครื่องเมก้าไดร์ฟ) เดินอยู่ดีๆ เจอศัตรูโผล่มาจากขอบฉากโดนตัว แล้วกระเด้งไปโดนกับดัก (ที่ตรูเพิ่งหลบมาได้ตะกี๊) ตาย!!

หรือนี่เลย ร็อคแมน โดนลูกพลังยิงไม่ตาย แต่โดนหนามทีเดียวจอด (อันนี้นอกเรื่อง)

เมื่อก่อนเราไม่เคยบ่นกันเลยว่ามันยาก เพราะมันก็เป็นของมันอย่างนั้น (ในยุคสมัยนั้นให้กำเนิดเกมเมอร์ขั้นเทพมากมาย) กับดีมอนโซล ให้ความรู้สึกแบบนั้นกับผมเลยล่ะ

นอกจากนี้ ในโหมดออนไลน์ของเกมยังได้นำเสนอรูปแบบใหม่ นี่น่าสนใจ และน่าสยองเล็กๆ ยอมรับว่าผมกลัวพวกแบล็กแฟนท่อมที่เป็นผู้เล่นคนอื่นเจาะเข้ามาในโลกของผมมาก เพราะเคยโบกมือให้มันประมาณ “ไม่เอาน่า ไม่เล่น” มันคงนึกว่าไปกวักมือเรียก ผลที่ได้ ก็เอ่อ……นะ อีกอันนึงที่ชอบมากๆ คือการโพสข้อความไว้บนพื้น เพื่อคอยเตือนนักผจญภัยคนอื่นๆ ให้ระวังที่ทางข้างหน้า ซึ่งผมมักจะเขียนหลอกไว้เกือบทุกหัวมุมถ้ามีโอกาส ประมาณว่า “เฮ้ เพื่อนมือใหม่ เลี้ยวซ้ายโลด” (เพื่อส่งพวกเขาไปเหยียบกับดักลูกธนู ส่วนผมก็แอบดูผลงานอยู่บนกำแพง อะไรนะ ผมเลว งั้นเหรอ เห็นทีเกมนี้คงทำสำเร็จแล้วล่ะ ในฐานะ “เกมสวมบท”

มาถึงข้อเสียกันบ้างดีกว่า คือผมพบว่าชุดเกราะของผู้หญิงในเกมมีดร็อปน้อยกว่าผู้ชายนะ และก็บางจุดเหมือนจะยากเกิน (ต่อให้รู้ทริกก็เหอะ)

สรุปคือผมประทับใจมาก และคงใช้เวลาจนถึงปีหน้าแน่กับเกมดีๆ แบบนี้ (หรือจนกว่า dragon age จะออก) สำหรับคนที่ยังลังเลอยู่ ขอบอกเลยว่าคุ้มค่าแน่นอน (ถ้าคุณมีเวลาเล่นเยอะหน่อย อ่ะนะ)





เกมดนตรี กับความสุนทรีย์ทางเสียงเพลง

17 08 2009

954874_20090814_790screen016

1.
ช่วงหลังมานี้เกมดนตรี (Rhythm game) สร้างรูปแบบเฉพาะอันเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองขึ้นมาได้อย่างสวยงาม โดยมีเกมหัวหอกอย่าง guitar hero ตามมาด้วย rock band และน้องใหม่ wii music และก็หมดข้อสงสัยกันไปตั้งนานแล้วด้วยว่า เกมเหล่านี้เล่นสนุกจริง สามารถทำให้คนทั่วไปเข้าถึงความสวยงามของดนตรีในฐานะ “ผู้เล่น(ดนตรี)” ได้โดยไม่ต้องเล่นเครื่องดนตรีได้อย่างแตกฉาน เพียงแต่แม่นจังหวะจะโคน (tempo) บวกกับการฝึกฝนตามสภาพแต่ละคน

2.
โดยส่วนตัว ผมเป็นคนชอบเล่นกีตาร์ร้องเพลง เล่นไม่เก่ง แต่ก็สามารถมีความสุขกับเสียงดนตรีของตัวเองได้ในระดับหนึ่ง
ผมชอบบีทเทิ้ล เนอร์วาน่า กันส์แอนด์โรส โอเอซิส
ในช่วงแรกที่เกมดนตรีเหล่านี้ออกวางแผง แถมมาพร้อมกับจอยกีตาร์ เพื่อนๆ ผมต่างตอบรับกระแสกันเป็นอย่างดี ยกตัวอย่างหน่อยดีกว่า
เพื่อน “โห เมื่อคืนโซโล่ แบดคอมปานีได้ 90% คะแนนช่างหัวมัน แต่เข้าใจแล้วเว้ย ว่ามือกีตาร์ลีด นี่มันรู้สึกยังไง น้ำตาแทบไหล เนียนกิ๊ก เนียนกิ๊ก”
ผม “เหรอ อืม ยืมจอยกีตาร์หน่อยดิ”
เพื่อน “…..”

3.
ผมเริ่มเข้าใจแล้วว่า เกมนี้จะให้ความรู้สึกอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับว่าผู้เล่นนั้นรู้สึกอย่างไรกับดนตรี และที่สำคัญความเป็น “ดนตรี” หรือความเป็น “เพลง” ก็ถูกความเป็น “เกม” ตีแผ่โครงสร้างของมันออกมาเปลือย จนผู้คนทั่วไปสามารถยลโฉมได้โดยง่าย

4.
ผมจะไม่สรุปอะไรทั้งนั้น เกี่ยวกับเกมดนตรี เอาเป็นว่าทุกวันนี้ ผมมักจะเล่นกีตาร์(ของจริง) ร้องเพลง Hey jude ซักหนึ่งรอบก่อนไปทำงาน และบางที บางวันที่กลับบ้านไม่ดึกนัก ผมก็จะโซโล่ through the fire and frames จากเกม guitar hero (มันต้องเกิน 70% ซักวันแหละน่า)





ได้ลงเพลย์แล้ว เย้

15 08 2009

Battlefield 1943 {PS3}

“ผมลืมตาขึ้นมาบนเรือบรรทุกเครื่องบิน หลังจากกำหนดตัวเองเป็น Infantry ถือปืนกล
ทอมสัน แห่งกองทัพสหรัฐ ใช่แล้วผมชอบอะไรที่มันตูมตามหน่อย เพราะคลาสนี้มีปืนบาซูก้า เป็น
อาวุธอันดับสองด้วย เหล่าทหารหาญคนอื่นพากันวิ่งลงเรือเล็กเพื่อมุ่งเข้าหาเกาะ และถัดออกไปพวก
ญี่ปุ่นก็กำลังทำแบบเดียวกัน

ผมหันหลังวิ่งเข้าหาเครื่องบิน ขึ้นขับ(เอ่อ ก็กดวงกลมแค่นั้น) พลางคิดว่าคงเหมือนเกม
วอร์ฮอร์ก แต่….เกมนี้บังคับเครื่องบินยากกว่าที่คิด ในรอบแรกนี้ผมต้องสละเครื่องก่อนมันโหม่งโลก
แต่อย่างน้อยผมก็อยู่บนเกาะ

ทันใดนั้น เพื่อนทหารอเมริกัน(และคิดว่าหมอนี่คงเป็นอเมริกันจริง เพราะผมเล่น US
PSnetwork) ขับรถจี๊บมาจอดรับ ผมขึ้นบังคับปืนกล เราทั้งคู่ส่งทหารฝ่ายตรงข้ามกลับไปรีสปอว์น
ใหม่หลายราย ก่อนที่รถจี๊บจะหลุดโค้งมาเจอกับรถถังฝ่ายพี่ยุ่นเข้า แล้วก็….”

1943 รองรับผู้เล่นทั้งหมดต่อรอบ 24 คน แบ่งเป็นฝ่ายอเมริกัน และญี่ปุ่น มีแผนที่เบื้อง
ต้นให้สาม ปลดล็อกได้หนึ่ง และแน่นอนว่าจะมีให้ดาวน์โหลดเพิ่มในภายหลัง ตัวเกมแบบเต็มต้องซื้อ
ผ่าน PSN ในราคาประมาณ 500 บาท โดยทหารแต่ละฝ่ายจะมีให้สามคลาสเท่านั้นคือ พลปืนเล็กยาว
rifleman หน่วยทหารปืนกล และต่อต้านยานพาหนะ infantry และก็ Scout ที่มาพร้อมปืนซุ่มยิง

อาจจะดูเหมือนไม่ค่อยมีลูกเล่นอะไรแปลกใหม่ แต่จริงๆ แล้วเกมในซีรีส์นี้มีจุดแข็งที่
ระบบทีม การวางแผน และความสมดุล (ตรงนี้ไม่ใช่แค่คำพูดมาตรฐานนะครับ มันสมดุลจริงๆ เล่น
แล้วจะรู้สึกว่าเวลาร่วมมือกันเล่น ทีมอัพซัก 4-6 คนนี่จะตายยากมาก ยกเว้นโดนบอมบ์อ่ะนะ)

เป้าหมายการแพ้ชนะอยู่ที่ reinforcement bar เหมือนกับพลังชีวิตของทั้งทีมนั่นแหละ
ตายมากมันก็ลด แล้วก็แพ้ไปเอง โดย แต่ละแผนที่จะมีจุดยึดครองให้ 5 จุด ซึ่งมีผลต่อการวางแผน
เช่นมีป้อมปืน หรือเวลาตายก็มาเกิดใหม่ที่จุดนี้ ไม่ต้องไปอยู่บนเรือ

โดยรวม เกมนี้ให้ความรู้สึกเหมือนวอร์ฮอร์กนะ บวกกับเอฟเฟคแบบ แบดคอมปานี และ
การควบคุมพาหนะต่างๆ ก็เป็นจุดเด่น โดยเฉพาะเครื่องบิน เพราะถ้าคุณบังคับเก่งๆ นะ เด่นแน่นอน
รับรอง ฮ่า

และในจำนวนป้อมปืน อาคารต่างๆ ที่คุณเข้าไปยึดได้นี้ จะมีอยู่หนึ่งแห่งในทุกแผนที่ (ที่
มีจานดาวเทียมอยู่บนหลังคา) ที่ผู้เล่นจะสามารถเรียกการทิ้งระเบิดปูพรมจากเครื่องบินทิ้งระเบิด
จำนวนสามลำได้ โดยภาพจะตัดไปให้คุณบังคับเครื่องบินเอง และที่สำคัญ มันถูกยิงร่วงได้ด้วย

สรุป เกมนี้ให้ความสนุกสนานในระดับดีทีเดียว เล่นได้ทั้งวัน ถ้าเล่นแผนที่ที่มีอยู่จนเบื่อ
ก็รอ DLC ได้ อีกซักพักคงมีมาให้โหลดอีกเพียบ (คงไม่ฟรี) หรือจะจัดทีมเล่นเน้นยุทธวิธีเลยก็ได้
เพราะระบบเกมนี้รองรับ และไม่ทำให้รู้สึกว่ามั่วแน่นอน ฟันเฟิร์ม

เอาไป 8 ครับผม





“โปรเจ็กต์นาทาล” ปฏิวัติโลกวิดีโอเกม?

9 06 2009

Kick

เล่นเกมด้วยร่างกาย

ในงาน “E3” หรือมหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เพื่อความบันเทิงครั้งล่าสุด ที่จัดขึ้นในศูนย์ประชุมนครลอสแองเจลิส สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 1-4 มิ.ย. ค่ายใหญ่เบิ้ม “ไมโครซอฟท์” ได้เปิดตัวนวัตกรรมใหม่สำหรับวงการเกมและสื่อบันเทิงด้านอื่นๆ ขึ้นเป็นครั้งแรก

โดยใช้ระบบจับการเคลื่อนไหวแบบ “เรียลไทม์” คล้ายกับเครื่องเกมวี (Wii) ของนินเทนโด ต่างกันตรงที่เครื่องวีต้องใช้อุปกรณ์ควบคุม “วีโมท” ในการเล็งเป้า แต่สำหรับอุปกรณ์ชิ้นใหม่ของไมโครซอฟท์นี้ ไม่ต้องการอะไรทั้งนั้น เรียกว่าเป็นอุปกรณ์เล่นเกมไร้สายสมบูรณ์แบบ เพราะอุปกรณ์เดียวที่ใช้ควบคุม คือ “ตัวผู้เล่น” นั่นเอง!

เจ้าอุปกรณ์ชิ้นนี้มาในชื่อโครงการ “โปรเจ็กต์นาทาล” ดูแลโดยนายดอน แม็ตทริก ผู้อำนวยการฝ่ายอินเตอร์แอ๊กทีฟเอนเตอร์เทนเมนต์ของไมโครซอฟท์ ซึ่งกล่าวด้วยความมั่นใจว่า “ไมโครซอฟท์ได้ก้าวพ้นนินเทนโดไปแล้ว เราคิดว่าระบบการควบคุมจากการเคลื่อนไหว (motion-based control) นั้นจะเป็นก้าวต่อไปของทั้งวงการ”

โปรเจ็คส์นาทาลเริ่มโครงการมาประมาณ 18 เดือน โดยชื่อ “นาทาล” เป็นชื่อเมืองในบราซิล ซึ่งเป็นเมืองบ้านเกิดของนายอเล็กซ์ คิปแมน วิศวกรคนสำคัญของโครงการ

สิ่งที่ทั้งแม็ตทริกและคิปแมนต้องการจะสร้างนี้ อยู่ภายใต้ปัจจัยแรก คือ การกำจัดอุปกรณ์ควบคุมเกม หรือ “คอนโทรลเลอร์” ออกไป
พวกเขาต้องการเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะทำให้นักเล่มเกม (เกมเมอร์) สามารถเล่นเกมโดยใช้ร่างกายโดยตรง เช่น การขยับแขน ขา โบกมือ ทำท่าเหยียบคันเร่ง หรือแม้กระทั่งเลียนแบบท่าต่อสู้ในการบังคับเกม

จริงๆ แล้วแนวความคิดนี้ไม่ใช่ของใหม่เสียทีเดียว เพราะ “โซนี่” คู่แข่งสำคัญของไมโครซอฟท์ก็ได้ปล่อยอุปกรณ์ที่สามารถจับความเคลื่อนไหวและจำลองภาพ ตลอดจนการจดจำใบหน้าของผู้เล่นได้มาแล้ว ในชื่อ “โซนี่ อาย ทอย” แต่ก็มีปัญหาอยู่ที่มันยังจับความเคลื่อนไหวได้ไม่แม่นยำพอ และที่สำคัญคือไม่มีซอฟท์แวร์ดีๆ รองรับมากเท่าที่ควร

 

gg_Peter%20Molyneux

“ไมโล”เพื่อนใหม่ไฮเทค

“นาทาล” มาพร้อมกับอุปกรณ์จดจำลักษณะเฉพาะของผู้ใช้งาน ประกอบด้วย “กล้อง” ที่รู้ถึงความลึก ตำแหน่ง รวมถึงระยะห่างของตัวผู้เล่น โดยใช้ระบบอินฟราเรด มีไมโครโฟนที่รับการสั่งการด้วยเสียง และยังแยกแยะเสียงของผู้เล่นแต่ละคน (บันทึกเสียงแตกต่างกันได้ถึง 48 เสียง)

จากความสามารถเหล่านี้ เราคงจินตนาการได้ถึงเกม หรือซอฟท์แวร์ต่างๆ ที่จะใช้งานได้อย่างดีกับนาทาล

สำหรับเกมของระบบนาทาลที่ผลิตออกมาโชว์ในงาน “E3” ได้แก่ เกมเตะลูกบอลโดยใช้ส่วนต่างๆ ของร่างกาย, โปรแกรมวาดภาพโดยใช้มือของผู้เล่นวาดภาพบนอากาศ, เกมฝึกวิชาต่อสู้, เกมขับรถ, เกมที่ให้เราเล่นเป็นสัตว์ประหลาด(แต่หน้าตาน่ารัก)ถล่มเมือง หรือแม้แต่การเล่นสเกตบอร์ด

แต่ที่สุดยอดจริงๆ ที่นำมาโชว์ ก็คือ “ไมโล” เกมใหม่จากบริษัทพัฒนาเกม “ไลอ้อนเฮด” ที่สร้างเกมขึ้นจากโปรเจ็กต์นาทาล โดย “ไมโล” มีลักษณะเป็นเด็กผู้ชายที่มีปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) สามารถพูดคุยกับผู้เล่น รับทราบอารมณ์ผู้เล่น หรือเล่นเกมด้วยกันได้ ผู้เล่นทำได้แม้กระทั่งวาดรูปบนกระดาษจริง แล้วส่งต่อให้ไมโลดูผ่านกล้องที่สแกนภาพไว้แล้ว ตัวเกมก็จะจำลองกระดาษพร้อมภาพวาดส่งให้ไมโลอีกที

ปัจจุบัน นาทาลได้ถูกส่งให้ผู้พัฒนาเกมยักษ์ใหญ่เจ้าต่างๆ ใช้ในการสร้างเกมภายใต้แนวทางการเล่นที่แปลกใหม่ โดยในจำนวนนี้มีค่ายเกมระดับโลกอย่าง “เอพิกเกม” (Gears of War) และ “บันจี้ สตูดิโอ” (Halo) รวมอยู่ด้วย

ไม่แน่ว่าอีกหน่อยผู้เล่นอาจต้องแสดงท่าทางให้สมจริงที่สุด ในการเล่นเกมๆ หนึ่งก็เป็นได้!

sony-ps3-motion_1415670c

ps3-motion
การโต้กลับของ “โซนี่”

ในวันที่สองของงาน “E3” โซนี่ก็รีบส่งคู่แข่งมาทาบรัศมีโปรเจ็คส์นาทาลของไมโครซอฟท์เช่นกัน ถึงแม้ว่าจะยังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาก็ตามที

อุปกรณ์ชิ้นนี้ยังไม่มีชื่อที่แน่นอน มันมีลักษณะเป็น “แท่ง” ที่ผู้เล่นต้องถือไว้ และใช้คู่กับ “อาย ทอย” และยังอยู่ในช่วงแรกของการพัฒนา แต่มีแนวโน้มใช้งานได้จริงสูง โดยดูได้จากการตอบสนองของวัตถุในจอมอนิเตอร์กับการกระทำของผู้เล่นที่ค่อนข้างแม่นยำ รวดเร็ว

ตัวอย่างเกมเล็กๆ ที่ทางโซนี่งัดมานำเสนอยั่วน้ำลาย เช่น การจำลองวัตถุในมือผู้เล่นเป็นไม้เทนนิส ไม้ตีเบสบอล ดาบ โล่ ปืน ธนู ฯลฯ ทำออกมาได้น่าสนใจ และของเล่นใหม่ชิ้นนี้อาจจะมีให้เราได้เล่นกันเร็วกว่าที่คิด

นายปีเตอร์ ดิลลี ประธานฝ่ายการตลาดของโซนี่อเมริกา กล่าวว่า อุปกรณ์ชิ้นนี้จะถึงมือทีมพัฒนาเกมค่ายต่างๆ ทันฤดูใบไม้ร่วงแน่นอน

“เราเหลือขั้นตอนอีกไม่มากแล้ว และเราก็ได้พูดคุยกับบริษัทร่วมพัฒนาอื่นๆ ในการพัฒนาเกมเพื่อรองรับอุปกรณ์ใหม่ของเรา” ปีเตอร์ ระบุ

กล่าวได้ว่านวัตกรรมเกมใหม่ล่าสุดจากยักษ์ใหญ่ทั้ง 2 ค่ายถือเป็นความก้าวหน้าอีกขั้นของ “วัฒนธรรมสื่อบันเทิงร่วมสมัย” ที่ยังสามารถพัฒนาต่อยอดไปใช้กับอุตสาหกรรมอื่นๆ ได้อีกมาก เหมือนดังคำกล่าวของพ่อมดแห่งวงการภาพยนต์ฮอลลีวู้ด “สตีเว่น สปีลเบิร์ก” ได้กล่าวไว้บนเวทีแถลงข่าวของไมโครซอฟท์ในงาน “E3” ว่า

“ขณะนี้เป็นช่วงเวลาสำคัญยิ่งของการแบกรับคลื่นแห่งการเปลี่ยนผ่าน อันเป็นลูกคลื่นที่จะนำพาวิดีโอเกมก้าวสู่อนาคต”

166182-e3-2009-best-worst_slide





15 01 2009

861086-dragon_age_tst_cover_low_super1

When the beloved rebel queen is murdered, her son Maric sets out on a mission of vengeance against the faithless lords who were responsible for his mother’s untimely death.  The nation of Ferelden that once prospered under his family’s reign now suffers under the cruel hands of the invading Orlesians.  His countrymen now live in fear and no one is to be trusted.

Maric soon becomes the leader of a rebel army hell-bent on retaking Ferelden from the control of a foreign tyrant.  With only two true allies by his side, the brash outlaw Loghain and the beautiful warrior maiden Rowan, Maric and his trusted band must outwit spies and traitors as they try to reclaim the stolen throne. 
Where’s Dragon Age sitting on your 2009 most-wanted list? Are you likely to go out and grab The Stolen Throne to get ready for it?





Gamemaniac กุญแจบู๊ลิ้มแห่งยุทธจักรเกม

5 08 2008

   

ครที่เคยเล่นเกมภาษา (rpg) ฝั่งตะวันตกชื่อดังในอดีต ไม่ว่าจะเป็น fallout, balder’s gate   etc. ล้วนต้องเคยผ่านประสบการณ์ การใช้คู่มือ หรือบทสรุปเกมมาแล้วอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะหาอ่านเอาจากเนท ทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ หรือซื้อเกมไกด์ของเกมนั้นๆ มาใช้ประกอบการเล่น จนบางทีเวลาต้องไปเรียน ไปทำงาน หลายคนก็ยังพกเอาเกมไกด์ไปนั่งอ่าน เพื่อจะได้รับรู้ถึงเส้นทางแยกย่อยแห่งชีวิตจำลองสวมบท ว่าจะเป็นอย่างไร ถ้าเมื่อคืนเราเลือกอีกเส้นทางหนึ่ง..
เราสามารถพูดได้ว่า เกมไกด์ได้กลายเป็นความประทับใจอีกรูปแบบหนึ่ง เป็นนวัตกรรมในกลุ่มย่อยที่มีวัฒนธรรมในตัวมันเอง เฉกเช่นวัตถุทางวัฒนธรรมอื่นๆ ในสังคมมนุษย์…
และชื่อที่เราเห็นจนคุ้นชินบนหน้าปก จนกลายเป็นมาตรฐานที่ดี เป็นเหมือนเพื่อนที่ชอบในสิ่งเดียวกัน “gamemaniac” มังกรเกมผู้เป็นตำนาน ต่อไปนี้คือประวัติคร่าวๆของพี่ gamemaniac ที่มีให้เราได้อ่านกันพอให้หายคิดถึง…

“ผมลองเขียนเกมไกด์ครั้งแรกกับเกมชื่อ Fallout ประมาณ 10 ปีที่แล้วเห็นจะได้ มูลเหตุจูงใจเกิดจากความเก็บกด หาคนคุยเรื่องเกมด้วยไม่ได้ ก็เลยระบายออกด้วยงานเขียนแทน ผมมาพบภายหลังว่ามันยังเหมือนบันทึกเตือนความจำ พอย้อนกลับมาอ่านที่เขียน มันช่วยให้ผมฟื้นความประทับใจ (และไม่ประทับใจ) กับเกมนั้นๆ ได้เป็นอย่างดี ”

ผมเขียน Fallout ไม่สำเร็จเพราะขาดประสบการณ์และความอดทน เกมถัดมาคือ Baldur’s Gate ก็เหลวเช่นกัน เขียนจบชิ้นแรกกับการลองครั้งที่สามคือเกม Planescape: Torment แต่ไม่ได้นำเผยแพร่อย่างเป็นทางการ (โพสลงแจกในกระทู้พันทิป มีคนสนใจเมลมาขอ 2 ราย!)

งานที่นับได้ว่า “เป็นชิ้นเป็นอัน” งานแรกคือเกมไกด์ Baldur’s Gate II นำลงเว็บไซต์ส่วนตัว (ก่อนหน้านั้นผมทำเว็บไซต์ส่วนตัวชื่อ Thai Gamer News ช่วงซักปี คศ 1998-2001 … เรื่องมันยาว เอาย่อๆ ก็คือ ตอนแรกผมกะจะทำเว็บไซต์ Diablo เวอร์ชันภาษาไทย แต่สุดท้ายกลายเป็นเว็บข่าวเกมไปเฉิบ) ทาง Future Gamer เห็นเข้าก็เลยติดต่อมาให้ผมช่วยเขียนบทความลงหนังสือและทำบทสรุปเกม นับแต่นั้นผมก็เลยเขียนมาเรื่อยเปื่อย มีงานเกมไกด์ส่วนตัว 21 ชิ้น (ตีพิมพ์เป็นเล่ม 17 ลงเว็บไซต์ 4) บทสรุปทำร่วมกับคนอื่นอีก 4 ชิ้น (ตีพิมพ์รวมเล่มทั้งหมด)

สำหรับนามปากกา Gamemaniac ผมใช้มานานมากแล้ว ตั้งแต่เล่นเว็บใหม่ๆ ประมาณ 14-15 ปีที่แล้ว ชื่อได้มาจากไหน? ผมจำไม่ได้แล้วครับ คลับคล้ายว่าจู่ๆ มันก็มาเอง คือสมัยนั้นเว็บไซต์เมืองไทยมีน้อยมากๆ ผมแวะเวียนแต่เว็บฝรั่ง ชอบเข้าไปแช็ตในห้องเกม เลยตั้งชื่อตัวเองว่า Gamemaniac ความหมายตรงตามชื่อนั่นแหละครับ พอทำเว็ปและเขียนหนังสือก็ใช้นามปากกานี้มาตลอด

เกี่ยวกับวงการเขียนบทสรุปเกมในเมืองไทย… ผมว่านะ ตราบใดที่ยึดเป็นอาชีพหลักไม่ได้ ไม่มีรายได้มั่นคง (หรือเอาแค่พอเลี้ยงชีพได้แบบไม่เดือดร้อน ไม่ต้องถึงขั้นรวย) ยากมากที่จะหาคนเข้ามาทำอย่าจริงจัง

ทุกวันนี้คนที่เขียนบทสรุปส่วนใหญ่มักเป็นนักศึกษา ทำเพราะใจรักและหารายได้พิเศษไปในตัว ตัวเงินถือว่าค่อนข้างสูงสำหรับผู้ที่ไม่มีรายได้ประจำ พอใกล้จะรุ่ง งานเขียนเริ่มพัฒนาขั้นใช้การได้ บุคคลากรเหล่านี้ก็จบการศึกษา มีเงินเดือนประจำเลี้ยงตัวได้ (และค่อยๆ ขยับฐานะจนไม่คุ้มที่จะมาเขียนบทสรุปหรือบทความเกม) มีสังคมส่วนตัว มีแฟน ฯลฯ สุดท้ายก็ห่างหายไปจากวงการ

Future Gamer พยายามช่วยในส่วนนี้อยู่ แต่มันก็ได้ไม่เต็มที่ ไม่ใช่เงินเดือนเริ่มต้นไม่ดี แต่ระยะยาวแล้ว นักเขียนส่วนใหญ่มักจะเลือกเดินไปในสายอาชีพที่ตัวเองเรียนจบมามากกว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนักเขียนในทีมเรียนระดับปริญญาตรีและโท สาขาดีๆ ทั้งนั้น ทั้งวิศวะ แพทย์ บัญชี ฯลฯ (ซึ่งไม่น่าแปลกใจ เพราะสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งของงานสายนี้คือ ความรู้ด้านภาษา)

ตอนนั่งออฟฟิศใน FG มีคนมาสมัครงานเยอะมากหลายสิบราย ทุกคนพูดถึง “คุณสมบัติ” ของตัวเองเหมือนกันหมด… “ผมมีใจรักเล่นเกม” …นั่นมันแค่พื้นฐานของผู้ที่อยากจะมาทำงานในสายนี้เท่านั้น ยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกมากมาย

ต่อให้คุณเป็นเซียนเกม แต่ถ้าคุณไม่สามารถเขียนสื่อกับคนอ่านรู้เรื่องก็จบเห่แค่นั้น หรือคุณใช้ภาษาสื่อสารได้ดี แต่คุณเอาแค่ประสบการณ์ส่วนตัวมาเขียนก็เหมือนย่ำเท้าอยู่กับที่ หากคุณไม่มีความรู้ด้านภาษา (โดยเฉพาะ อังกฤษ สำหรับเกมพีซี) คุณจะไม่มีทางหาข้อมูลพัฒนารูปแบบการเขียนได้เลย ฯลฯ

เทคนิคการทำบทสรุปที่น่าสนใจ? มีคนถามผมมากถึงเรื่องนี้ คำตอบของผมไม่เคยเปลี่ยนแปลง

เทคนิคพื้นฐาน “ทำตัวให้เหมือนกับตอนที่คุณ ‘เล่นเกมครั้งแรก’ ซึ่งคุณไม่รู้อะไรเลย” ไม่รู้ ไม่ได้หมายความว่าโง่ ถ้าคิดแบบนั้นแสดงว่า “คุณกำลังดูถูกคนอ่าน” ซึ่งเป็น “หัวใจหลัก” ของงานเขียน

เขียนมันไปในแบบที่ “ไม่รู้” และพยายามเคลียร์ความ “ไม่รู้” นั้นให้ผู้อ่านรับทราบเต็มความสามารถ จะประสบผลแค่ไหนคนอ่านส่วนใหญ่จะเป็นผู้ให้คำตอบกับคุณ แน่นอนคุณไม่สามารถตอบสนองคนอ่านได้หมด 100% เอาเป็นว่าซัก 70% พอใจก็ถือว่าสอบผ่าน

ถ้าคุณผ่านเทคนิคพื้นฐาน คุณจะเรียนรู้ “เทคนิคขั้นสูง” จากคำวิจารณ์ของผู้อ่านได้เองโดยอัตโนมัติ ขอเพียง “เปิดใจให้กว้างพอ” (คนเขียนส่วนมาก – รวมทั้งผมเองบางครั้ง – มักคิดว่าตัวเองนำเสนอได้ดีแล้ว ที่จริงมันไม่ใช่ นอกจากคุณจะเขียนไว้อ่านคนเดียว)

ได้เล่นเกมจากฝั่งเครื่องคอนโซลบ้างรึเปล่า? ไม่ได้เล่นมาเกือบสิบปีแล้วครับ แต่ตอนนี้กำลังคิดอยู่ว่าจะถอย PS3 กับ Xbox 360 มาลองดู (ด้วยความแค้นใจที่เกมฝั่งคอนโซลนับวันจะมีแต่เกมดีๆ เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ)

Gamemaniac





สงครามตัวเครื่อง และเรื่องวุ่นๆของเฟิร์มแวร์

2 08 2008

1. หายไปเป็นเดือนเลยครับพี่น้อง เพราะตั้งแต่ได้เพลย์สามมาก็ตั้งหน้าตั้งตาเล่นโต้รุ่งจนจบ พอจบแล้วก็เล่นโหมดมัลติออนไลน์ต่อ ต้องเล่นให้ละเอียด เพราะเกมมันแพง เล่นจบรอบแรกแบบเอาเนื้อเรื่อง (เมทัลเกียร์ 4) เปิดเล่นรอบสอง เล่นแบบ “สนุกกับเอนจิ้น” ลองเทคนิควิธีแปลกๆ ที่คนอื่นเขาทดลองมาแล้วบนเนท มันสสสส์ ยกกำลังสาม

จะว่าไปก็คล้ายๆกับสมัยก่อนที่เล่นเกมตลับเมก้าไดรฟ์ (สารภาพว่าตอนแฟมิคอม ผมไม่มีเครื่องเพราะยืมเพื่อนเล่น) ต้องไปเดินซื้อเกมสะพานเหล็ก แพงด้วย ได้มาแต่ละเกม ก็ต้องเล่นกันละเอียด แล้วเกมที่ซื้อมีสองประเภท คือเกมเก็บ กับเกมที่เอาไปแลกหรือขายต่อได้ เหมือนเลยครับ เหมือนตอนนี้เป๊ะ เพลย์สามนี่ต้องทำแบบนี้เลย วันนี้เพื่อนในก๊วนคนนึง ก็เพิ่งเอา uncharted ไปปล่อยมา ซื้อมาพันเก้า ขายพันสอง ก็โอเคนะ เค้าโพสขายไว้ใน dvdgameonline.com ไม่ถึงห้านาที โทรมาสามคน นัดขายกันที่รถไฟฟ้า ขายเสร็จไปสะพานเหล็กต่อ มีความสุขจริงๆ

2. อ่า ขอบ่นเรื่องเฟิร์มแวร์หน่อย 2.41 เพิ่งออก อัพไปไม่นาน 42 มาแล้ว อ่านดูใน playstationnetwork asia สรุปคือจะช่วยในการเล่นเกมจากระบบเพลย์เก่าๆ ได้ดีขึ้น คงเป็นการโหลดมาเล่นอย่างเดียวล่ะครับ เพราะเครื่องสี่สิบกิ๊ก เล่นแผ่นเพลย์สองไม่ได้

มาถึงเรื่องหลักดีกว่า คือตอนนี้หน้าเว็บทั่วโลกถกเถียงกันมากเลยครับ เกี่ยวกับสงครามระหว่าง 360 vs ps3 ผมตามอ่านพอเอามันครับไม่คิดมาก (แต่เห็นบางคนเคลียดมาก โดยเฉพาะกับการกลายเป็นมัลติของเกมเอ็กคลูซีฟเกมนั้น) บางคนขายเครื่องทิ้ง บางคนหันไปหาเอ็กซ์ แถมตอนนี้มีกระแสเครื่อง 65nm เริ่มหมดอายุขัย แห่กันแดงตามๆกันอีก โหย…

จะว่าไปก็เหมือนความขัดแย้งกันทางการเมือง ที่แบ่งขั้วแบ่งข้าง ไม่มองจากมุมของอีกฝ่าย อย่างนี้ก็ไม่มีวันเข้าใจกันหรอก

สำหรับผมนะ เจนนี้ของเอ็กซ์บ็อกซ์คงต้องผ่านไปก่อน รอโมเดลตัวเครื่องใหม่เลยดีกว่า อาจจะเป็นรุ่นหน้า 720?, jasper หรืออะไรก็แล้วแต่ ตอนแรกเลยผมผิดหวังกับ MS เพราะเดาว่าเขาจะแก้ไขที่ฮาร์ดแวร์ (แต่ก็เข้าใจว่า360 เพิ่งทำตลาด) MS กลับทุ่มเงินเพื่อเพิ่มเกมป้อนให้กับระบบ เป็นเพราะต้องการให้ผู้ที่มีเครื่องมีเกมดีเล่นกับเครื่องให้คุ้มก่อน(จะพัง) แล้วค่อยมีโมเดลใหม่ออกมา ถึงตอนนั้นล่ะครับ sony ต้องเริ่มกลัวได้แล้ว

ส่วนโซนี่ เค้าบอกว่าเกมนี้แข่งกันยาว ก็คงหมายถึงสองอย่างที่โซนี่ต้องทำจริงจัง คือเกมดี และต้องเยอะด้วย โดยไม่จำเป็นต้องเป็น firstparty นะครับ มัลติก็ได้ แต่ต้องเด่นจริง และมีระบบออนไลน์ที่ดี สำหรับความคุ้มค่าระยะยาว ผมมองว่า HOME จะเป็นกรณีศึกษาให้ sony ในการวางแผนต่อๆไป (และผมค่อนข้างเชื่อว่าจะไปได้ดีซะด้วย) แต่ถ้าดูจากตารางวางแผงเกม ของเพลย์สามแล้ว คงต้องใจเย็นนนนนนนกันหน่อย เพราะหลายเกมออกปีหน้านะครับ

สำหรับวีนั้น เขาแน่นอนในแนวทางตัวเองอยู่แล้ว แต่มีกระแสวีสอง เน้นกราฟฟิก แต่ก็ยังไม่เห็นภาพชัดเจนอะไร ต้องรอดูต่อไป แต่สำหรับผมพอแล้วงะ แค่จะซื้อเกมแล้วต้องเช็คว่าจะบริกหรือเปล่าเนี่ยเซ็งเลย (ถึงระยะหลังจะแก้ได้แลวก็เหอะ)

มาดูพีซีดีกว่า แน่อนเลยครับว่าจะมีอย่างน้อยสี่เกม ที่จะทำให้ผมห่อเพลย์สามอย่างดี พักเครื่องเก็บไว้ก่อน เพื่อที่จะหันกลับมาหาบ้านเดิมของหมู่เฮา เริ่มจาก diablo3 \ starcraft2 \ red alert 3 \ fallout3 เกมสุดท้ายนี่ซื้อของแท้พีซียังถูกกว่าเพลย์เลยครับ

3.

สุดท้ายประจำวัน คือสงสัยจังว่าทำไมถึงมีข่าวไล่แทงกันที่อากิฮาบาระบ่อยจัง ความจริงเป็นหนึ่งในที่ที่ผมอยากไปเที่ยวมากเลยนะนี่ เกิดเรื่องบ่อยๆ แบบนี้ เวลาข่าวออกมาก็จะสรุปชุ่ยๆ กันว่าคนแทงเป็นพวกโอตาคุบ้าเกม เอาแล้วไง คนเล่นเกมโดนมองไม่ดีอีกแล้ว ทั้งๆ ที่คนดีๆเค้าก็มี พวกไม่เล่นเกมบางคนจบสังคมมาไม่รู้จักจอห์น ล็อก จบเศรษฐศาสตร์แต่ไม่รู้จักอดัม สมิธ (นี่ยกตัวอย่างง่ายๆ กว้างๆแล้วนะ แล้วก็ไม่ได้เทิดทูนฝรั่ง แต่คุณก็ต้องอ่านทฤษฎีของเขาเวลาสอบไม่ใช่เหรอ) เฮ้อ…

ผมมันก็แค่มนุษย์ ที่กำลังใช้ชีวิต