Gamemaniac กุญแจบู๊ลิ้มแห่งยุทธจักรเกม

5 08 2008

   

ครที่เคยเล่นเกมภาษา (rpg) ฝั่งตะวันตกชื่อดังในอดีต ไม่ว่าจะเป็น fallout, balder’s gate   etc. ล้วนต้องเคยผ่านประสบการณ์ การใช้คู่มือ หรือบทสรุปเกมมาแล้วอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะหาอ่านเอาจากเนท ทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ หรือซื้อเกมไกด์ของเกมนั้นๆ มาใช้ประกอบการเล่น จนบางทีเวลาต้องไปเรียน ไปทำงาน หลายคนก็ยังพกเอาเกมไกด์ไปนั่งอ่าน เพื่อจะได้รับรู้ถึงเส้นทางแยกย่อยแห่งชีวิตจำลองสวมบท ว่าจะเป็นอย่างไร ถ้าเมื่อคืนเราเลือกอีกเส้นทางหนึ่ง..
เราสามารถพูดได้ว่า เกมไกด์ได้กลายเป็นความประทับใจอีกรูปแบบหนึ่ง เป็นนวัตกรรมในกลุ่มย่อยที่มีวัฒนธรรมในตัวมันเอง เฉกเช่นวัตถุทางวัฒนธรรมอื่นๆ ในสังคมมนุษย์…
และชื่อที่เราเห็นจนคุ้นชินบนหน้าปก จนกลายเป็นมาตรฐานที่ดี เป็นเหมือนเพื่อนที่ชอบในสิ่งเดียวกัน “gamemaniac” มังกรเกมผู้เป็นตำนาน ต่อไปนี้คือประวัติคร่าวๆของพี่ gamemaniac ที่มีให้เราได้อ่านกันพอให้หายคิดถึง…

“ผมลองเขียนเกมไกด์ครั้งแรกกับเกมชื่อ Fallout ประมาณ 10 ปีที่แล้วเห็นจะได้ มูลเหตุจูงใจเกิดจากความเก็บกด หาคนคุยเรื่องเกมด้วยไม่ได้ ก็เลยระบายออกด้วยงานเขียนแทน ผมมาพบภายหลังว่ามันยังเหมือนบันทึกเตือนความจำ พอย้อนกลับมาอ่านที่เขียน มันช่วยให้ผมฟื้นความประทับใจ (และไม่ประทับใจ) กับเกมนั้นๆ ได้เป็นอย่างดี ”

ผมเขียน Fallout ไม่สำเร็จเพราะขาดประสบการณ์และความอดทน เกมถัดมาคือ Baldur’s Gate ก็เหลวเช่นกัน เขียนจบชิ้นแรกกับการลองครั้งที่สามคือเกม Planescape: Torment แต่ไม่ได้นำเผยแพร่อย่างเป็นทางการ (โพสลงแจกในกระทู้พันทิป มีคนสนใจเมลมาขอ 2 ราย!)

งานที่นับได้ว่า “เป็นชิ้นเป็นอัน” งานแรกคือเกมไกด์ Baldur’s Gate II นำลงเว็บไซต์ส่วนตัว (ก่อนหน้านั้นผมทำเว็บไซต์ส่วนตัวชื่อ Thai Gamer News ช่วงซักปี คศ 1998-2001 … เรื่องมันยาว เอาย่อๆ ก็คือ ตอนแรกผมกะจะทำเว็บไซต์ Diablo เวอร์ชันภาษาไทย แต่สุดท้ายกลายเป็นเว็บข่าวเกมไปเฉิบ) ทาง Future Gamer เห็นเข้าก็เลยติดต่อมาให้ผมช่วยเขียนบทความลงหนังสือและทำบทสรุปเกม นับแต่นั้นผมก็เลยเขียนมาเรื่อยเปื่อย มีงานเกมไกด์ส่วนตัว 21 ชิ้น (ตีพิมพ์เป็นเล่ม 17 ลงเว็บไซต์ 4) บทสรุปทำร่วมกับคนอื่นอีก 4 ชิ้น (ตีพิมพ์รวมเล่มทั้งหมด)

สำหรับนามปากกา Gamemaniac ผมใช้มานานมากแล้ว ตั้งแต่เล่นเว็บใหม่ๆ ประมาณ 14-15 ปีที่แล้ว ชื่อได้มาจากไหน? ผมจำไม่ได้แล้วครับ คลับคล้ายว่าจู่ๆ มันก็มาเอง คือสมัยนั้นเว็บไซต์เมืองไทยมีน้อยมากๆ ผมแวะเวียนแต่เว็บฝรั่ง ชอบเข้าไปแช็ตในห้องเกม เลยตั้งชื่อตัวเองว่า Gamemaniac ความหมายตรงตามชื่อนั่นแหละครับ พอทำเว็ปและเขียนหนังสือก็ใช้นามปากกานี้มาตลอด

เกี่ยวกับวงการเขียนบทสรุปเกมในเมืองไทย… ผมว่านะ ตราบใดที่ยึดเป็นอาชีพหลักไม่ได้ ไม่มีรายได้มั่นคง (หรือเอาแค่พอเลี้ยงชีพได้แบบไม่เดือดร้อน ไม่ต้องถึงขั้นรวย) ยากมากที่จะหาคนเข้ามาทำอย่าจริงจัง

ทุกวันนี้คนที่เขียนบทสรุปส่วนใหญ่มักเป็นนักศึกษา ทำเพราะใจรักและหารายได้พิเศษไปในตัว ตัวเงินถือว่าค่อนข้างสูงสำหรับผู้ที่ไม่มีรายได้ประจำ พอใกล้จะรุ่ง งานเขียนเริ่มพัฒนาขั้นใช้การได้ บุคคลากรเหล่านี้ก็จบการศึกษา มีเงินเดือนประจำเลี้ยงตัวได้ (และค่อยๆ ขยับฐานะจนไม่คุ้มที่จะมาเขียนบทสรุปหรือบทความเกม) มีสังคมส่วนตัว มีแฟน ฯลฯ สุดท้ายก็ห่างหายไปจากวงการ

Future Gamer พยายามช่วยในส่วนนี้อยู่ แต่มันก็ได้ไม่เต็มที่ ไม่ใช่เงินเดือนเริ่มต้นไม่ดี แต่ระยะยาวแล้ว นักเขียนส่วนใหญ่มักจะเลือกเดินไปในสายอาชีพที่ตัวเองเรียนจบมามากกว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนักเขียนในทีมเรียนระดับปริญญาตรีและโท สาขาดีๆ ทั้งนั้น ทั้งวิศวะ แพทย์ บัญชี ฯลฯ (ซึ่งไม่น่าแปลกใจ เพราะสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งของงานสายนี้คือ ความรู้ด้านภาษา)

ตอนนั่งออฟฟิศใน FG มีคนมาสมัครงานเยอะมากหลายสิบราย ทุกคนพูดถึง “คุณสมบัติ” ของตัวเองเหมือนกันหมด… “ผมมีใจรักเล่นเกม” …นั่นมันแค่พื้นฐานของผู้ที่อยากจะมาทำงานในสายนี้เท่านั้น ยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกมากมาย

ต่อให้คุณเป็นเซียนเกม แต่ถ้าคุณไม่สามารถเขียนสื่อกับคนอ่านรู้เรื่องก็จบเห่แค่นั้น หรือคุณใช้ภาษาสื่อสารได้ดี แต่คุณเอาแค่ประสบการณ์ส่วนตัวมาเขียนก็เหมือนย่ำเท้าอยู่กับที่ หากคุณไม่มีความรู้ด้านภาษา (โดยเฉพาะ อังกฤษ สำหรับเกมพีซี) คุณจะไม่มีทางหาข้อมูลพัฒนารูปแบบการเขียนได้เลย ฯลฯ

เทคนิคการทำบทสรุปที่น่าสนใจ? มีคนถามผมมากถึงเรื่องนี้ คำตอบของผมไม่เคยเปลี่ยนแปลง

เทคนิคพื้นฐาน “ทำตัวให้เหมือนกับตอนที่คุณ ‘เล่นเกมครั้งแรก’ ซึ่งคุณไม่รู้อะไรเลย” ไม่รู้ ไม่ได้หมายความว่าโง่ ถ้าคิดแบบนั้นแสดงว่า “คุณกำลังดูถูกคนอ่าน” ซึ่งเป็น “หัวใจหลัก” ของงานเขียน

เขียนมันไปในแบบที่ “ไม่รู้” และพยายามเคลียร์ความ “ไม่รู้” นั้นให้ผู้อ่านรับทราบเต็มความสามารถ จะประสบผลแค่ไหนคนอ่านส่วนใหญ่จะเป็นผู้ให้คำตอบกับคุณ แน่นอนคุณไม่สามารถตอบสนองคนอ่านได้หมด 100% เอาเป็นว่าซัก 70% พอใจก็ถือว่าสอบผ่าน

ถ้าคุณผ่านเทคนิคพื้นฐาน คุณจะเรียนรู้ “เทคนิคขั้นสูง” จากคำวิจารณ์ของผู้อ่านได้เองโดยอัตโนมัติ ขอเพียง “เปิดใจให้กว้างพอ” (คนเขียนส่วนมาก – รวมทั้งผมเองบางครั้ง – มักคิดว่าตัวเองนำเสนอได้ดีแล้ว ที่จริงมันไม่ใช่ นอกจากคุณจะเขียนไว้อ่านคนเดียว)

ได้เล่นเกมจากฝั่งเครื่องคอนโซลบ้างรึเปล่า? ไม่ได้เล่นมาเกือบสิบปีแล้วครับ แต่ตอนนี้กำลังคิดอยู่ว่าจะถอย PS3 กับ Xbox 360 มาลองดู (ด้วยความแค้นใจที่เกมฝั่งคอนโซลนับวันจะมีแต่เกมดีๆ เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ)

Gamemaniac





สงครามตัวเครื่อง และเรื่องวุ่นๆของเฟิร์มแวร์

2 08 2008

1. หายไปเป็นเดือนเลยครับพี่น้อง เพราะตั้งแต่ได้เพลย์สามมาก็ตั้งหน้าตั้งตาเล่นโต้รุ่งจนจบ พอจบแล้วก็เล่นโหมดมัลติออนไลน์ต่อ ต้องเล่นให้ละเอียด เพราะเกมมันแพง เล่นจบรอบแรกแบบเอาเนื้อเรื่อง (เมทัลเกียร์ 4) เปิดเล่นรอบสอง เล่นแบบ “สนุกกับเอนจิ้น” ลองเทคนิควิธีแปลกๆ ที่คนอื่นเขาทดลองมาแล้วบนเนท มันสสสส์ ยกกำลังสาม

จะว่าไปก็คล้ายๆกับสมัยก่อนที่เล่นเกมตลับเมก้าไดรฟ์ (สารภาพว่าตอนแฟมิคอม ผมไม่มีเครื่องเพราะยืมเพื่อนเล่น) ต้องไปเดินซื้อเกมสะพานเหล็ก แพงด้วย ได้มาแต่ละเกม ก็ต้องเล่นกันละเอียด แล้วเกมที่ซื้อมีสองประเภท คือเกมเก็บ กับเกมที่เอาไปแลกหรือขายต่อได้ เหมือนเลยครับ เหมือนตอนนี้เป๊ะ เพลย์สามนี่ต้องทำแบบนี้เลย วันนี้เพื่อนในก๊วนคนนึง ก็เพิ่งเอา uncharted ไปปล่อยมา ซื้อมาพันเก้า ขายพันสอง ก็โอเคนะ เค้าโพสขายไว้ใน dvdgameonline.com ไม่ถึงห้านาที โทรมาสามคน นัดขายกันที่รถไฟฟ้า ขายเสร็จไปสะพานเหล็กต่อ มีความสุขจริงๆ

2. อ่า ขอบ่นเรื่องเฟิร์มแวร์หน่อย 2.41 เพิ่งออก อัพไปไม่นาน 42 มาแล้ว อ่านดูใน playstationnetwork asia สรุปคือจะช่วยในการเล่นเกมจากระบบเพลย์เก่าๆ ได้ดีขึ้น คงเป็นการโหลดมาเล่นอย่างเดียวล่ะครับ เพราะเครื่องสี่สิบกิ๊ก เล่นแผ่นเพลย์สองไม่ได้

มาถึงเรื่องหลักดีกว่า คือตอนนี้หน้าเว็บทั่วโลกถกเถียงกันมากเลยครับ เกี่ยวกับสงครามระหว่าง 360 vs ps3 ผมตามอ่านพอเอามันครับไม่คิดมาก (แต่เห็นบางคนเคลียดมาก โดยเฉพาะกับการกลายเป็นมัลติของเกมเอ็กคลูซีฟเกมนั้น) บางคนขายเครื่องทิ้ง บางคนหันไปหาเอ็กซ์ แถมตอนนี้มีกระแสเครื่อง 65nm เริ่มหมดอายุขัย แห่กันแดงตามๆกันอีก โหย…

จะว่าไปก็เหมือนความขัดแย้งกันทางการเมือง ที่แบ่งขั้วแบ่งข้าง ไม่มองจากมุมของอีกฝ่าย อย่างนี้ก็ไม่มีวันเข้าใจกันหรอก

สำหรับผมนะ เจนนี้ของเอ็กซ์บ็อกซ์คงต้องผ่านไปก่อน รอโมเดลตัวเครื่องใหม่เลยดีกว่า อาจจะเป็นรุ่นหน้า 720?, jasper หรืออะไรก็แล้วแต่ ตอนแรกเลยผมผิดหวังกับ MS เพราะเดาว่าเขาจะแก้ไขที่ฮาร์ดแวร์ (แต่ก็เข้าใจว่า360 เพิ่งทำตลาด) MS กลับทุ่มเงินเพื่อเพิ่มเกมป้อนให้กับระบบ เป็นเพราะต้องการให้ผู้ที่มีเครื่องมีเกมดีเล่นกับเครื่องให้คุ้มก่อน(จะพัง) แล้วค่อยมีโมเดลใหม่ออกมา ถึงตอนนั้นล่ะครับ sony ต้องเริ่มกลัวได้แล้ว

ส่วนโซนี่ เค้าบอกว่าเกมนี้แข่งกันยาว ก็คงหมายถึงสองอย่างที่โซนี่ต้องทำจริงจัง คือเกมดี และต้องเยอะด้วย โดยไม่จำเป็นต้องเป็น firstparty นะครับ มัลติก็ได้ แต่ต้องเด่นจริง และมีระบบออนไลน์ที่ดี สำหรับความคุ้มค่าระยะยาว ผมมองว่า HOME จะเป็นกรณีศึกษาให้ sony ในการวางแผนต่อๆไป (และผมค่อนข้างเชื่อว่าจะไปได้ดีซะด้วย) แต่ถ้าดูจากตารางวางแผงเกม ของเพลย์สามแล้ว คงต้องใจเย็นนนนนนนกันหน่อย เพราะหลายเกมออกปีหน้านะครับ

สำหรับวีนั้น เขาแน่นอนในแนวทางตัวเองอยู่แล้ว แต่มีกระแสวีสอง เน้นกราฟฟิก แต่ก็ยังไม่เห็นภาพชัดเจนอะไร ต้องรอดูต่อไป แต่สำหรับผมพอแล้วงะ แค่จะซื้อเกมแล้วต้องเช็คว่าจะบริกหรือเปล่าเนี่ยเซ็งเลย (ถึงระยะหลังจะแก้ได้แลวก็เหอะ)

มาดูพีซีดีกว่า แน่อนเลยครับว่าจะมีอย่างน้อยสี่เกม ที่จะทำให้ผมห่อเพลย์สามอย่างดี พักเครื่องเก็บไว้ก่อน เพื่อที่จะหันกลับมาหาบ้านเดิมของหมู่เฮา เริ่มจาก diablo3 \ starcraft2 \ red alert 3 \ fallout3 เกมสุดท้ายนี่ซื้อของแท้พีซียังถูกกว่าเพลย์เลยครับ

3.

สุดท้ายประจำวัน คือสงสัยจังว่าทำไมถึงมีข่าวไล่แทงกันที่อากิฮาบาระบ่อยจัง ความจริงเป็นหนึ่งในที่ที่ผมอยากไปเที่ยวมากเลยนะนี่ เกิดเรื่องบ่อยๆ แบบนี้ เวลาข่าวออกมาก็จะสรุปชุ่ยๆ กันว่าคนแทงเป็นพวกโอตาคุบ้าเกม เอาแล้วไง คนเล่นเกมโดนมองไม่ดีอีกแล้ว ทั้งๆ ที่คนดีๆเค้าก็มี พวกไม่เล่นเกมบางคนจบสังคมมาไม่รู้จักจอห์น ล็อก จบเศรษฐศาสตร์แต่ไม่รู้จักอดัม สมิธ (นี่ยกตัวอย่างง่ายๆ กว้างๆแล้วนะ แล้วก็ไม่ได้เทิดทูนฝรั่ง แต่คุณก็ต้องอ่านทฤษฎีของเขาเวลาสอบไม่ใช่เหรอ) เฮ้อ…

ผมมันก็แค่มนุษย์ ที่กำลังใช้ชีวิต








Follow

Get every new post delivered to your Inbox.